:: ตั้ง Thaigia.com เป็นหน้าแรก | หนัาแรก  | ติดต่อเรา  
ขนาดอักษร  S  M  L
คุณเข้าชมเป็นลำดับที่
 
 
 
หนัาแรกข่าว
บทความน่ารู้
ดาวน์โหลด
ห้องสมุด
ประกาศผลสอบตัวแทนประกันวินาศภัย
การกำกับดูแลเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (RISK-BASED CAPITAL)
 RISK-BASED CAPITAL : คปภ.
RISK-BASED CAPITAL :
สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย
ความเคลื่อนไหวเรื่อง
Operational Risk
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
  สำนักงานคณะกรรมการกำกับ
และส่งเสริมการประกอบธุรกิจ
ประกันภัย
  สมาคมประกันชีวิตไทย
  สถาบันประกันภัยไทย
  สมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัย
แห่งประเทศไทย
  บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัย
จากรถ
  สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย
  ไทยอินชัวเรอส์ดาต้าเนท
install flash Player    
 ถึงคิวประกันยุโรปชุลมุน !

วิกฤติการเงินในสหรัฐอเมริกา กำลังลุกลามกลายเป็นวิกฤติการเงินโลก เพราะยามนี้กำลังขยายความหายนะไปยังธุรกิจการเงินในยุโรป เมื่อสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อันดับ 4 ของยุโรปอย่าง “ฟอร์ตีส” พบกับปัญหาขาดสภาพ คล่องอย่างหนัก กระทั่งรัฐบาลของ 3 ประเทศกลุ่มเบเนลักซ์ อันได้แก่ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ตัดสินใจอัดฉีดเม็ดเงิน 11,2000 ล้านยูโร ให้กับฟอร์ตีส เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

กระนั้น แม้ว่าการแก้ไขปัญหาของฟอร์ตีส จะแตกต่างจากกรณีของเอไอจี กรุ๊ปในสหรัฐฯ ที่ธนาคารกลางยุโรปเข้าไปช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และอยู่ในรูปของการที่รัฐบาลกลุ่มเบเนลักซ์เข้าไปถือหุ้น ขณะที่เอไอจี กรุ๊ป ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปล่อยกู้ในวงเงิน 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต้องหาเงินจ่ายภาระเงินกู้ครั้งนี้ก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทั่วโลก และก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่าใครจะเป็นรายต่อไป เพราะขยะใต้พรมที่ซุกซ่อนกันไว้จาก ปัญหาซับไพร์ม เริ่มเล็ดลอดออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย ผลพวงของวิกฤติดังกล่าว คือ ความเชื่อมั่นในธุรกิจ ประกันต้องถูกสั่นคลอนอีกครั้ง โดยเฉพาะบรรดาบริษัทลูก และบริษัทที่สถาบันการเงินต่างชาติเข้าไปถือหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มล่าสุดคือบริษัทที่มีกลุ่มทุนจากยุโรปเข้ามาเป็นพันธมิตรด้วย ต้องถูกกระแสวิกฤติศรัทธาบีบรัดไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ กลุ่มเมืองไทย ได้ออกมาชี้ แจงถึงกรณีของฟอร์ตีสว่า บริษัทเมือง ไทยประกันชีวิตไม่ได้มีบริษัทแม่ เพราะ ปัจจุบันกลุ่มฟอร์ตีสถือหุ้นในบริษัทเพียง 24.99% เท่านั้น

ที่เหลืออีก 75% กลุ่มล่ำซำ และธนาคารกสิกรไทยถืออยู่ เช่นเดียวกับเมืองไทยประกันภัย ทางฟอร์ตีสก็ถือหุ้นอยู่เพียง 15% ที่เหลือก็เป็นส่วนของเมืองไทยโฮลดิ้ง ดังนั้นทางกลุ่มจึงไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้

ทั้งนี้ กลุ่มฟอร์ตีสแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 ส่วนแยกอำนาจบริหารจากกันชัดเจน คือ ส่วนของธนาคาร (Banking) และประกันภัย (Insurance) โดยบริษัทที่มาถือหุ้น ในกลุ่มเมืองไทยนั้น มาถือในนาม ฟอร์ตีส อินชัวรันส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นวี (Fortis Insurance International NV) ขณะที่ธุรกิจที่มีปัญหาของฟอร์ตีสเวลานี้ คือ ธนาคาร หรือฟอร์ตีสแบงก์ ซึ่งทางฟอร์ตีส อินชัวรันส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นวี ก็ยืนยันมาแล้วว่าไม่มีปัญหาต่อเรื่องนี้แต่อย่างใด ทุกอย่างยังปกติ และยืนยันจะยังคงถือหุ้น ทั้งในเมืองไทยประกันชีวิต และเมือไทยประกันภัยต่อไป

สำหรับสัดส่วนการถือหุ้น 24.99% ของฟอร์ตีส อินชัวรันส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นวี ในเมืองไทยประกันชีวิตนั้น คิดมูลค่า หุ้นละ 100 บาท ในทุนจดทะเบียน 37 ล้านบาท เท่ากับว่าถืออยู่มูลค่า 9.2 ล้านบาทเท่านั้น เช่นเดียวกับการถือหุ้น 15% ในเมืองไทยประกันภัย เมื่อเทียบกับทุนจดทะเบียนของบริษัท 590 ล้านบาท เท่า กับว่าถืออยู่มูลค่า 89 ล้านบาท หรือรวมแล้วฟอร์ตีสถือหุ้นในทั้ง 2 บริษัทเพียง 98.2 ล้านบาทเท่านั้น

และล่าสุดทางนางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เปิดเผยว่าโดยสถานภาพทางการเงินของ บริษัท ทั้ง 2 แล้วพบว่า ข้อมูล ณ เดือน สิ้นเดือนสิงหาคม 2551 ของบริษัท บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต มีผลการดำเนินงานที่ดีมีสิ้นทรัพย์รวม 54,197.87 ล้านบาท มีเงินกองทุน 6,571.04 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 728.88 ของเงินกอง ทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย มีเงินสำรองประกันภัย จำนวน 45,076.22 ล้านบาท เพียงพอสำหรับจ่ายภาระผูกพันและผลประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย

สำหรับบริษัทเมืองไทยประกันภัย ซึ่งเกิดจากการรวมกิจการของ เมืองไทยประกันภัย และภัทรประกันภัย มีสิน ทรัพย์รวม 5,446.92 ล้านบาท เงินกองทุน 1,783.86 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 678.28 ของเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย ซึ่งตามแนวทางการกำกับและตรวจสอบบริษัทประกันภัยแนวใหม่นั้น ได้กำหนดให้บริษัทต้องมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 150

“ปัญหาของธนาคาร Fortis ในกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ ที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงไม่มีผลกระทบใดๆ กับบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต และบริษัทเมืองไทยประกันภัย และที่สำคัญ Fortis insurance International NV หุ้นส่วนที่แท้จริงของกลุ่ม เมืองไทยไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย” นางจันทรา กล่าว

อย่างไรก็ดี เมื่อส่องกล้องไปที่บริษัท ประกันภัยอื่นๆ ในธุรกิจประกันภัยไทย ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการ กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทประกันชีวิตที่มีผู้ร่วมทุนต่างชาติจำนวน 13 บริษัท และสาขาของบริษัทต่างประเทศจำนวน 1 บริษัท

โดยประเทศที่เข้ามามีบทบาทในตลาดมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ ฮ่องกง เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งหากโฟกัสเฉพาะฝั่งยุโรป ที่กำลังถูกวิกฤติลามเลียอยู่ในขณะนี้ และ ไม่นับรวมฟอร์ตีสแล้วละก็ ยังมีสถาบันการเงินอีกหลายแห่งที่ถือหุ้นในบริษัทประกันชีวิตไทยเวลานี้

ทั้งกลุ่มอลิอันซ์ จากเยอรมนี ที่ถือหุ้นอยู่ใน บมจ.อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต (เอเอซีพี), ไอเอ็นจี กรุ๊ป จาก เนเธอร์แลนด์ ถือหุ้นใน บ.ไอเอ็นจีประกันชีวิต จก., กลุ่มพรูเด็นเชียล จากอังกฤษ ถือหุ้นในบมจ.พรูเด็นเชียล (ประ เทศไทย), กลุ่มแอกซ่า จากฝรั่งเศส ถือหุ้นในบ. กรุงไทย แอกซ่า ประกันชีวิต จก., กลุ่มเจนเนอราลี่ จากอิตาลี ถือหุ้นใน บ. เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จก. และกลุ่มคาร์ดีฟ จากฝรั่งเศส ถือหุ้นใน บ. ไทยคาร์ดีฟ ประกันชีวิต จก.

ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัยปัจจุบันบริษัทประกันวินาศภัยที่มีผู้ร่วมทุน ต่างชาติจำนวน 30 บริษัท และสาขาของบริษัทต่างประเทศจำนวน 5 บริษัท โดยประเทศที่เข้ามามีบทบาทในตลาดมาก ที่สุด 3 อันดับแรก คือ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่น ซึ่งหากพิจารณา เฉพาะฝั่งยุโรป หากไม่นับรวมฟอร์ตีส พบว่า ยังมีกลุ่มอลิอันซ์ จากเยอรมนี ถือหุ้นในบ.อลิอันซ์ ซี.พี.ประกันภัย, กลุ่มแอกซ่า จากฝรั่งเศส ถือหุ้นในบ. แอกซ่าประกันภัย จก., และกลุ่มเจนเนอราลี่ จากอิตาลี ถือหุ้นในบ. เจนเนอราลี่ประกันภัย (ไทยแลนด์) จก.

ทั้งนี้ ที่ถูกจับตามองมากที่สุด คงเป็น 3 ยักษ์ใหญ่จาก 3 ประเทศ เริ่มจาก กลุ่มอลิอันซ์ ยักษ์ประกันอันดับ 1 จากเยอรมนี ท่าทีในยามนี้ ยังคงสงบนิ่งไม่มีความเคลื่อนไหวต่อวิกฤติดังกล่าว ซึ่งก่อน หน้านี้นายวิลฟ์ แบล็คเบิร์น กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอเอซีพี เปิดเผยว่า ยังไม่มีข่าวจากบริษัทแม่ว่าได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ แต่ยืน ยันได้ถึงสถานะความแข็งแกร่ง โดย ณ ไตรมาสสองปี 2551 อลิอันซ์ กรุ๊ป มีกำไร 2,100 ล้านยูโร (ประมาณ 1.05 ล้านบาท) มีรายได้สุทธิ 1,500 ล้านยูโร (ประมาณ 74,700 ล้านบาท), รายได้รวม 22,000 ล้านยูโร (ประมาณ 1.1ล้านล้านบาท)

โดยความเคลื่อนไหวของบริษัทแม่ล่าสุด ทางอลิอันซ์ เอสอีบริษัทแม่ในเยอรมนีได้ขาย เดรสเนอร์ แบงก์ ธนาคาร พาณิชย์ที่ซื้อมาเมื่อปี 2544 ให้กับคอมเมิร์ซ แบงก์ ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อันดับ 2 สัญชาติเดียวกันในราคา 9,000 ล้านยูโร (13,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.49 แสนล้านบาท) ทำให้ฐานะ การเงินของอลิอันซ์แข็งแกร่งมากขึ้นหลังจากก่อนนี้อลิอันซ์มีผลกำไรถดถอยมาตลอดเป็นผลกระทบมาจากกิจการของ เดรสเนอร์ แบงก์ขาดทุนฉุกลากผลประกอบการของอลิอันซ์ตกลงตามไปด้วย โดยคาดว่าหลังขายเดรสเนอร์จะทำให้ผลกำไรของอลิอันซ์ฟื้นตัวขึ้น

อย่างไรก็ดี เงินอัดฉีดก้อนใหม่ที่ได้จากการขายเดรสเนอร์ทำให้อลิอันซ์มีสภาพคล่องมากขึ้นและพร้อมที่จะหาซื้อกิจการใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยอลิอันซ์ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีศักยภาพทาง การเงินมากพอที่จะเข้าไปซื้อสินทรัพย์ของเอไอจี

ด้านไอเอ็นจี กรุ๊ป ยักษ์การเงินและประกันอันดับ 1 จากเนเธอร์แลนด์ บริษัทแม่ของไอเอ็นจีประกันชีวิต ประเทศ ไทย ได้ออกมายืนยันความแข็งแกร่งด้วยการประกาศมีกำไรในไตรมาสสองปีนี้ถึง 1,900 ล้านยูโร (ประมาณ 95,000 ล้านบาท) งบดุลลูกค้าสุทธิ 29,600 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 1.48 ล้านล้านยูโร โดยในส่วนธนาคารมีรายได้เงินกู้ธนาคารเพิ่มขึ้น 23,000 ล้านยูโร และเงินฝากลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 7,000 ล้านยูโร ไม่รวมเงินฝากอื่นๆ ขณะที่ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยใหม่เพิ่มขึ้น 8.8% และมูลค่าของธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 39.8% แต่ในขณะเดียวกันก็แจ้งว่า ขาด ทุนทางบัญชีจากการลงทุนในเลห์แมนบราเธอร์ส เพียง 100 ล้านยูโรเท่านั้น

อีกทั้งก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวทางไอเฮ้นจีได้พับข้อเสนอซื้อธนาคารเอบีเอ็ม แอมโร จากกลุ่มฟอร์ตีสที่กำลังประสบวิกฤติทางการเงินอย่างหนักหลังจากตรวจ สอบทรัพย์สินและหนี้สินของเอบีเอ็น แอม โรแล้วเห็นว่าไม่คุ้ม โดยไอเอ็นจีทำข้อเสนอซื้อเอบีเอ็น แอมโรในราคาประมาณ 10,000 ล้านยูโร (ประมาณ 500,000 ล้านบาท)

อย่างไรก็ดี หลังถอยฉากจากเอบีเอ็น แอมโร ไอเอ็นจีปรับโฟกัสไปที่กิจการ ประกันของฟอร์ตีสโดยตรงซึ่งคาดกันว่าฟอร์ตีสอาจจะต้องกิจการประกันชีวิตออก มาเพื่อระดมทุน โดยไอเอ็นจีสนใจที่จะทำข้อเสนอซื้อธุรกิจประกันชีวิตในฮ่องกง ของฟอร์ตีสในราคาประมาณ 644 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21,896 ล้านบาท) โดยธุรกิจประกันชีวิตในฮ่องกงของฟอร์ตีสมีตัวแทนประมาณ 2,700 คน ขณะที่ไอเอ็นจีในฮ่องกงมีตัวแทนประมาณ 1,000 คน โดยไอเอ็นจีอยู่ในลิสต์ผู้สนใจซื้อสินทรัพย์ของเอไอจีด้วย

ส่วนกลุ่มแอกซ่า ยักษ์ประกันอันดับ 1 จากฝรั่งเศส บริษัทแม่ของกรุงไทย แอกซ่า ประกันชีวิต และแอกซ่าประกันภัย ก็ระบุว่าเน้นเฉพาะธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต และการบริหารสินทรัพย์ ไม่ได้ดำเนินธุรกิจด้านวานิชธนกิจ ยังยืนยันผลประกอบการที่ดี โดยมีกำไรรับรวม ซึ่งไม่ร่วมกำไรจากการลงทุนถึง 2,766 ล้าน ยูโร เพิ่มขึ้น 7% ทั้งๆ ที่การเติบโตในธุรกิจประกันชะลอตัว

ขณะที่กลุ่มพรูเด็นเชียล จากอังกฤษ บริษัทแม่ของพรูเด็นเชียลประกันชีวิต ไมได้ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซับไพร์ม จึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ และงบการเงินของบริษัทก็แข็งแกร่งมาก โดย ณ สิ้นมิถุนายน 2551 มีสินทรัพย์รวม 211,155 ล้านปอนด์ มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 13%

ส่วนเจนเนอราลี่ ที่ผ่านมาการดำเนินธุรกิจในไทยไม่หวือหวานัก ทั้งส่วน ของเจนเนอราลี่ประกันชีวิต และเจนเนอราลี่ประกันภัย และถือเป็นบริษัทประกันภัยขนาดเล็ก ผลกระทบจึงไม่เห็นภาพชัดเจนนัก

แต่กระนั้นเมื่อไฟมันลามทุ่งแล้ว แม้ภาพทุกบริษัทยังไม่มีผลกระทบในเชิงลบ แต่ข้อเท็จจริงในตลาดมันย่อมชุลมุนมิใช่หรือ

ทั้งแรงดันจากปัจจัยภายนอกและ แรงกระพรือได้ทีเตะสกัดจากคู่แข่ง!

 
 
ย้อนกลับ back
 
 
  หน้าแรก  |  เกี่ยวกับสมาคม  |  สมาชิกสมาคม  |  ติดต่อเรา  |  แผนที่สมาคม  |  แผนผังเว็บไซต์  
 
สมาคมประกันวินาศภัย (THE GENERAL INSURANCE ASSOCIATION) 223 ซอยร่วมฤดี ถ.วิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพ 10330
โทรศัพท์: 0-2256-6032-8 โทรสาร: 0-2256-6039-40 e-mail: general@thaigia.com