บิ๊กวงการขานรับวิกฤติ เอไอจี ไม่กระเทือน
คปภ.ยันวิกฤติเลห์แมนฯ-เอไอจีไม่กระทบประกันไทยโดยเฉพาะยักษ์เอไอเอ เหตุฐานะการเงินแข็งโป๊กเงิน สำรองกว่า 2.8 แสนล้านบาทเพียงพอจ่ายคืนผู้เอาประกัน สาระ ยัน 24 บริษัทประกันชีวิตแข็งแกร่ง มีกฎเหล็กคุมหลายชั้นลงทุนไม่เสี่ยง เร่งให้ความรู้ ความเข้าใจประชาชนเติมความน่าเชื่อถือธุรกิจ ด้าน สุจินต์ ยอมรับกระทบทางอ้อมต่อการลงทุนผลตอบแทนหด วงการคาดบริษัทประกันต่อโลกที่ลงทุนใน เลห์แมนฯ เจอเต็มๆ รายได้ลงทุนลดลง ฉุดกองทุน-เงินสำรองหด กระทบศักยภาพจ่ายคืนสินไหมลามถึงบริษัทไทยที่ซื้อประกันต่อ
จากปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ซับไพร์ม) ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบรุนแรงจนทำ ให้บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจ
อันดับ 4 ของสหรัฐฯล้มละลายและบริษัท อเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (เอไอจี) กลุ่มการเงินประกันภัยอันดับ 1 ของสหรัฐฯ ขาดทุนอย่างหนักหลายหมื่นหมื่น ล้านเหรียญและถึงขั้นขาดสภาพคล่องรุนแรงจนสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ของโลกทั้งสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ประกาศลดอันดับเครดิตระยะยาวของ เอไอจีลงสู่ระดับ A- จากเดิมที่ระดับ AA- และมูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ลดอันดับเครดิต AIG ลงสู่ระดับ A2 จากเดิมที่ Aa3
วิบากกรรมของเอไอจีส่งผลกระทบทันทีต่อฐานะการเงินและความน่าเชื่อถือของธุรกิจในเครือเอไอจีทั่วโลกรวมถึงประ กันภัยโดยเฉพาะบริษัท อเมริกันอินเตอร์ แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด (เอไอเอ) บริษัทประกันชีวิตอันดับหนึ่งในประเทศไทยที่มีฐานลูกค้ามากกว่า 6 ล้านรายตกอยู่ในอาการหวาดวิตกลัวว่าเอไอเอประเทศไทยจะเจอวิกฤติทางการเงินตามบริษัทแม่ไปด้วย โดยนางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ยืนยันว่ากรณีเอไอจีประเทศสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาการทางเงินนั้นไม่มีผลกระทบกับเอไอเอสาขาประเทศ ไทยเนื่องจากมีสินทรัพย์คิดเป็นเพียง 1.036% ของสินทรัพย์รวมของเอไอจีเท่านั้น
ซึ่งจากการวิเคราะห์สถานภาพทาง การเงินของเอไอเอสาขาประเทศไทยพบว่า บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดี โดย ณ กรกฎาคม 2551 มีสินทรัพย์รวม 383,060.77 ล้านบาท มีกำไรสะสมกว่า 70,000 ล้านบาท เงินกองทุน 69,241.64 ล้านบาท คิดเป็น 1,107.67% ของเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย มีเงินสำรองประกันภัย 286,674.28 ล้านบาทตามราคาประเมินเพียงพอสำหรับกับจ่ายภาระผูกพันและผลประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย
ส่วนประเด็นที่เกรงกันว่าปัญหาของ เอไอจีและเอไอเอจะส่งผลกระทบลุกลามต่อความเชื่อมั่นของธุรกิจประกันชีวิตในภาพรวมนั้น นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ให้ความเห็นว่า ไม่ควรที่จะวิตกกังวลจนเกินไปเนื่องจากธุรกิจประกันชีวิตของไทยมีความแข็งแกร่ง ยิ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตอันดับหนึ่งในธุรกิจด้วยแล้วความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินถือว่ามากที่สุดในอุตสาหกรรมนี้
สิ่งที่ควรจะต้องเติมเต็มคือเรื่องของความน่าเชื่อถือโดยให้ความรู้ความเข้าใจต่อประชาชน ซึ่งธุรกิจประกันชีวิตไทยทั้ง 24 บริษัทเป็นที่รู้กันดีว่ามีความแข็งแกร่งมากเพราะมีกฎหมายควบคุมที่เข้มงวด ในเรื่องของเงินสำรอง และล่าสุด ยังมีกฎเกณฑ์อีกชั้นในเรื่องของทรัพย์สินหนุนหลัง อีกทั้งในเรื่องของการลงทุนก็มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด การลงทุนจึงไม่สุ่มเสี่ยง และส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในประเทศ
อย่างไรก็ดี การล้มละลายของเลห์ แมนฯรวมถึงการขาดสภาพคล่องรุนแรงของเอไอจีมีผลกระทบมาถึงบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทยด้วย โดยนายสุจินต์ หวั่งหลี นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า ผลกระทบโดยตรงกรณีบริษัทประกันวินาศภัยลงทุนซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยเลห์ แมนฯ คงมีน้อยมากไม่เหมือนผลกระทบทางอ้อมที่จะมีต่อการลงทุนโดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ร่วงลงไปมากจนทำให้ผลกำไรและผลตอบแทนของบริษัทประกันภัยที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นลดลงตามไปด้วยอาจจะถึงขั้นขาดทุนก็เป็นได้
ส่วนกรณีที่เกรงกันว่าจะกระทบถึงฐานะการเงินของบริษัทประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอส์) ที่อาจจะไปลงทุนซื้อตรา สารหนี้ของเลห์แมนฯหรือให้เลห์แมนบริหารเงินลงทุนให้รวมถึงบริษัทประกันของไทยที่ซื้อประกันต่อกับเอไอจี นาย สุจินต์กล่าวว่า ก็มีความเป็นไปได้อย่าง เอไอจีมีบริษัทประกันภัยของไทยซื้อประกันต่อไว้ต้องมาดูว่าหากมีเคลมเกิดขึ้น เอไอจีจะความสามารถจ่ายคืนค่าสินไหมให้ได้หรือไม่ ซึ่งในอดีตเคยมีบริษัทประกันต่อเจ๋งบริษัทวินาศภัยของไทยไม่ได้เงินค่าสินไหมคืนแต่น้อยครั้งที่จะเกิด
อย่างไรก็ดี ตนเชื่อว่าบริษัทประกันต่อทุกแห่งมีการบริหารความเสี่ยงโดยกระจายความเสี่ยงอยู่แล้วไม่มีใครไปลงทุน ในตลาดเดียวหรือในบริษัทใดบริษัทหนึ่งมากเกินไป ทุกบริษัทต้องมีการจำกัดความเสี่ยงของคู่ค้า ซึ่งการประกันภัยต่อเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของบริษัทประกันภัยอย่างกรณี บมจ.นวกิจประกันภัยจะซื้อประกันต่อกับรีอินชัวเรอส์ไม่ต่ำกว่า 20 บริษัท กระจายกันไปอาจจะบริษัทละ 5 หรือ 10% เพื่อกระจายความเสี่ยง
ด้านนายพุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยเศรษฐ กิจประกันภัย ให้ความเห็นว่า การล้มละลายของเลห์แมนฯ จะส่งผลกระทบต่อ รายได้จากการลงทุนของบริษัทประกันภัยต่อขนาดใหญ่ทั้งในสหรัฐฯ ตลาดลอยด์สในอังกฤษ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ที่ไปลงทุนซื้อตราสารหนี้ของเลห์แมนฯรวมถึงให้เลห์แมนฯ บริหารพอร์ตลงทุนบางส่วนให้ซึ่งเมื่อรายได้จากการลงทุนลด ลงจะส่งผลกระทบทันที 3 ส่วนคือ
1.เงินกองทุนของบริษัทประกันต่อนั้นๆ ขาดแคลน 2.เงินสำรองความเสี่ยงภัยไม่พอเพียง และ3.สินทรัพย์หนุนหลังลดลงจะส่งผลกระทบถึงการจ่ายคืนค่าสินไหมทดแทนให้กับลูกค้า
เมื่อบริษัทประกันต่อขาดทุนจากการลงทุนในเลห์แมนรวมถึงซับไพร์มจะกระทบต่อการจ่ายคืนสินไหมตามสัญญาประกันต่อที่บริษัทไทยทำไว้ต้องแบกรับความเสี่ยงเองกระทบความสามารถในการ รับประกันไทยของไทยในอนาคตกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ บวกกับความเสี่ยงจาก มหันตภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งพายุเฮอริเคนไอซ์และพายุอื่นๆ ยิ่งทำให้บริษัทประกันต่อเจอปัญหาหนักและไม่ใช่แค่บริษัทประกันต่อเท่านั้น บริษัทประกันต่างชาติรายใหญ่ๆ มีการลงทุนโดยตรงใน เลห์แมนฯ หรือตราสารที่เกี่ยวกับซับไพร์ม ด้วย รายได้ย่อมหายไปแน่นอน ที่ต้องจับตาตอนนี้มี 2 กลุ่มคือบริษัทข้ามชาติที่มีบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศได้ผลกระทบ จากการลงทุนในเลห์แมนฯ มากน้อยเพียงใด อีกกลุ่มคือบริษัทประกันไทยที่ซื้อสัญญาประกันต่อกับรีอินชัวเรอส์ต่างๆ ที่เจอปัญหา มีกำลังจ่ายสินไหมคืนหรือไม่
ทั้งนี้ กรณี ไทยเศรษฐกิจฯ ไม่ได้รับผลกระทบเพราะไม่ได้ซื้อประกันต่อ กับรีอินชัวเรอส์ในสหรัฐฯเพราะไกลและวัฒนธรรมการรับประกันตลอดจนเงื่อน ไขความคุ้มครองต่างกัน ส่วนใหญ่ประกัน ต่อกับบริษัทในญี่ปุ่นและตลาดลอยด์ส
ด้านนายวาสิต ล่ำซำ ผู้บริหารสาย งานยุทธศาสตร์องค์กรและพัฒนาธุรกิจ บมจ.เมืองไทยประกันภัย กล่าวว่า จากปัญหาเลห์แมนฯ และเอไอจีอาจจะมีผลกระทบทางอ้อมต่อการลงทุนของบริษัทประกันโดยเฉพาะบริษัทที่ลงทุนในตลาดหุ้นอาจจะทำให้รายได้หรือผลตอบแทนจากการลงทุนลดลงเนื่องจากตลาดหุ้นตก โดยบริษัทเน้นลงทุนอย่างระมัดระวังมุ่งพันธบัตรเป็นหลักเพราะขณะนี้ความเสี่ยง มีมากโดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่ควบคุมยากทั้งซับไพร์มและภัยธรรมชาตินอกเหนือจากปัญหาการเมือง
แหล่งข่าวจากวงการวินาศภัยกล่าว ว่า ความไม่มั่นใจในเอไอเอจะส่งผลกระทบมาถึงประกันวินาศภัยด้วยในแง่ความเชื่อมั่นของประชาชนเพราะทั้งที่ เอไอจี ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอไอเอที่ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก มีแนวทางบริหารความเสี่ยงที่ได้มาตรฐานยังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องรุนแรงได้ดังนั้นทุกบริษัทไม่ว่าใหญ่หรือเล็กมีโอกาสเจอปัญหาเหมือนกันได้
|