|
|
กฎใหม่ทรัพย์สินหนุนหลัง
|
|
็ืการันตียิ่งกว่าแบงก์ผู้ถือกรมธรรม์ได้เงินคืนแน่นอน
คปภ.ยิ้มร่าแนวทางกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยผ่านฉลุย ประกันชีวิตยกมือหนุนทุกข้อ แม้ต้องเพิ่มทรัพย์สินหนุนหลังกันเหนียว มีเงินจ่ายตามภาระผูกพันในกรมธรรม์อีกชั้น ส่วนวินาศภัยคปภ. เห็นพ้องรื้อแนวทางกำกับใหม่โฟกัสคำนิยามเงินกองทุน อัตราส่วนคำนวณเงินกองทุนกำหนดที่มาที่ไปให้ชัดเจน พร้อมปรับวิธีประเมินค่าทรัพย์สินบางตัวใหม่เพื่อให้บริษัทมีเงินกองทุนเพิ่ม ลั่น 1 ม.ค.พร้อมเต็มที่ใช้จริงได้ทันที
หลังจากที่สำนักงานคณะกรรม การกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ปรับเปลี่ยน เป็นแนวทางการตรวจสอบและกำกับฐานะการเงินบริษัทประกันภัยแนวใหม่ (Early Intervention) หรือการเตือน ภัยแต่เนิ่นๆ โดยจัดบริษัทเป็นกลุ่มความ เสี่ยงตามความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งเป็นการปรับปรุงใหม่ตามข้อเสนอแนะที่ภาคธุรกิจนำเสนอมา ภายหลังกำหนด ให้นำเสนอเข้าภายใน 1 เดือนนับแต่การประชุมเมื่อ
30 เมษายน 2551 โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางในการติดตามและสั่งให้มีการแก้ไขการดำเนินงาน และ 2. แนวทางในการแทรกแซงการดำเนินงานของบริษัท โดยเกณฑ์ในการวัดยังคงมี 2 กลุ่มเหมือนเดิม คือ เกณฑ์เชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพโดยเกณฑ์เชิงปริมาณ จะพิจารณาจากอัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratios) สำคัญ พร้อมกับได้ ปรับลดอัตราส่วนทางการเงินทั้งรายเดือน และรายปีลงมากเหลือ 3-5 ตัวเท่านั้นจาก เดิมกำหนดไว้ถึง 29 ตัว แบ่งเป็นอัตราส่วนหลัก และอัตราส่วนรอง พร้อมกับจัดให้มีการหารือกับภาคธุรกิจอีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 26-27 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นพ้องต้องกันก่อนที่จะประกาศใช้จริงในเดือนมกราคม 2552
นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า การหารือร่วมกับผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตทั้ง 24 แห่ง ต่างก็เห็นพ้องกับแนวทางกำกับแนวทางตรวจสอบกำกับแนวใหม่ (Early Intervention) ที่จะนำมาใช้ 1 มกราคม 2551 ทั้งหมด โดยคปภ.จะพิจารณาจากอัตราส่วนหลักเป็นสำคัญ ซึ่งมีด้วยกัน 3 ตัว คือ
1. อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย โดยค่ามาตรฐานต้องไม่น้อยกว่าหรือ เท่ากับ 150%
2. อัตราส่วนสินทรัพย์ลงทุนต่อเงินสำรองประกันภัย ค่ามาตรฐานต้องไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100%
3.อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งค่ามาตรฐานต้องไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ - 5%
หากบริษัทใดมีอัตราส่วนหลักต่ำกว่าค่ามาตรฐานต้องแก้ไขทันที โดยเฉพาะเงินกองทุนซึ่งจะเป็นตัวหลักในการ ติดตามผล หากเงินกองทุนต่ำกว่า 150% แต่ไม่ต่ำกว่า 110% ทางคปภ.จะใช้มาตรการแทรกแซงทันที เช่น ห้ามลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ห้ามลงทุนในเงินให้กู้ยืมยกเว้นเพื่อเป็นสวัสดิการพนักงาน ห้ามลงทุนในให้เช่าทรัพย์สินลีสซิ่งและการให้เช่าซื้อรถ ห้ามนำสินทรัพย์ลงทุนไปก่อภาระผูกพันเพิ่มเติม แต่หากอัตรา 2 ตัวหลังไม่ได้ค่ามาตรฐานจะทำให้แผนแก้ไข แต่ยังไม่ใช้มาตรการแทรกแซง แต่หากเงินกองทุนต่ำกว่า 110% แต่ไม่ต่ำกว่า 100% จะเพิ่มมาตรการแทรกแซง คือ ห้ามเปิดสำนักงานสาขา และขยายพื้นที่สำนักงานเพิ่มเติม ห้ามออกผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่นประเภทความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (liability) หรือเครดิต
และหากเงินกองทุนต่ำกว่า 100% จะถูกมาตรการแทรกแซงระดับที่ 3 หรือขั้นรุนแรงที่สุด คือให้เสนอโครงการแก้ไข ปัญหาตามมาตรา 27/5 สั่งเพิ่มทุนหรือลดทุน หรือเข้าควบคุมบริษัท และเพิกถอนใบอนุญาต โดยมาตรการแทรกแซงดังกล่าว จะถูกนำมาใช้เมื่อบริษัทประกันชีวิตไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ได้ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน
ส่วนอัตราส่วนรองมี 4 ตัว ได้แก่ 1.ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยปีแรกค่ามาตรฐานไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100% 2.ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยปีถัดไป ค่ามาตรฐานไม่น้อย กว่าหรือเท่ากับ 40% 3.ผลตอบแทนจากการลงทุน ค่ามาตรฐาน ไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3.5% และ 4.การเปลี่ยนแปลงเงินกองทุนไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ -10%
ในส่วนของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเดิมตั้งขั้นต่ำไว้ที่ 4% แต่ทางภาคธุรกิจได้ขอปรับลดลงมาเป็น 3.5% เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทุน และอัตราดอกเบี้ยคำนวณเบี้ยประกันชีวิตที่คปภ.กำหนดไว้ที่ 3% และได้เพิ่มระยะเวลาเสนอแก้ไขสถานะทางการเงินจาก 30 วันเป็น 45 วัน เพื่อให้สอด คล้องกับภาวะการลงทุนและเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังเพิ่มหลักเกณฑ์ให้บริษัทประกันชีวิตต้องมีทรัพย์สินหนุนหลัง เพื่อฝากไว้กับสถาบันการเงิน (Custodian) เพื่อรองรับกับภาระผูกพันตามสัญญาประกันชีวิต ให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าเมื่อเกิดปัญหาบริษัทมีเงินจ่ายตามสัญญาแน่นอน โดยถือเป็นเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ลงทุน ที่ต้องจัดสรรไว้เท่ากับภาระหนี้ สินที่บริษัทมีอยู่ โดยสามารถที่จะนำสินทรัพย์ที่วางเป็นเงินสำรองไว้กับคปภ. มาจัดสรรเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินหนุนหลังได้ หมายถึงเงินสำรอง 25% ที่วางไว้กกับนายทะเบียนก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินหนุนหลัง
พร้อมกันนี้ยังได้หารือถึงการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทประกันชีวิต โดยกำหนดให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลตามตามมาตร 46/1 ที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ประกันชีวิตพ.ศ.2551 คือ งบดุล สถานะเงินกองทุน และอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ รวมไปถึงงบกำไรขาดทุน และสัดส่วนร้อยละของเบี้ยประกันภัยแต่ละประเภท ซึ่งข้อมูลรายไตรมาสจะต้องเปิดเผยภายใน 45 วัน นับจากวันสิ้นเดือน และข้อมูลราย ปี ให้เวลา 5 เดือนนับจากวันสิ้น 31 ธันวาคมของทุกปี เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูล ประกอบการตัดสินใจที่จะซื้อประกันกับบริษัทประกันชีวิตแต่ละแห่ง
ในส่วนของประกันวินาศภัย นางจันทรากล่าวว่า การหารือกับผู้บริหารบริษัทประกันวินาศภัยทั้ง 72 บริษัท ต่างเห็นพ้องกับแนวทางการตรวจสอบและกำกับแนวใหม่เช่นกัน ทั้งในด้านหลักการ รวมถึงอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ที่จะนำ ใช้กำกับและติดตามฐานะการเงิน บริษัท แต่ยังมีข้อถกเถียงกันค่อนข้างมากเกี่ยว กับคำนิยามของเงินกองทุนและอัตราส่วนการคำนวณเงินกองทุนคำนวณที่คปภ.นำมาใช้เป็นค่ามาตรฐานจัดกลุ่มความมั่นคงด้านฐานะการเงินของบริษัทประกันภัยคำนวณจากอะไร ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้ตั้งคณะทำงานร่วมขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อดูแลเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับบริษัทประกันภัยในฐานะผู้ปฏิบัติ
เช่น อาจจะต้องปรับวิธีการประเมิน ทรัพย์สินใหม่ให้สอดคล้องกันเพราะยังมีทรัพย์สินบางประเภทที่คปภ.ไม่ประเมินค่าให้ อาทิ ระบบคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ ของบริษัทบางบริษัทมีการลงทุนด้านนี้เป็นหลัก 100 ล้านบาท ซึ่งเดิมคปภ.ไม่ประเมินค่าให้เลย เมื่อใช้เกณฑ์ใหม่คงต้องประเมินค่าให้ เช่น ปีแรกประเมินให้กี่เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น
ในส่วนของประกันชีวิตโอเคทั้งหมด แต่ประกันวินาศภัยให้ดูรายละเอียด อัตราส่วนต่างๆ กันอีกครั้งเนื่อง จากบริษัทประกันวินาศภัยมีขนาดต่างกันมากมีทั้งใหญ่ กลาง เล็ก เมื่อจะนำกฎเกณฑ์ใหม่อะไรมาใช้เราอยากให้บริษัทมีความพร้อมเพื่อให้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลได้จริงอีกทั้งกฎใหม่ที่จะนำมาใช้จะใช้คู่ไปกับมาตรการแซงก์ชั่นต่างๆ เมื่ออัตราส่วนทางการเงินออกนอกค่ามาตรฐาน เพื่อให้บริษัทกระตือรือร้นทำให้ฐานะการเงินแข็งแกร่งมากขึ้น เท่าที่ดู 72 บริษัทส่วนใหญ่สีเขียว และสีเหลืองมีน้อยมากที่มีปัญหา
สำหรับอัตราส่วนทางการเงินทั้ง 8 ตัวที่คปภ.จะนำใช้กำกับฐานะการเงินบริษัทแบ่งเป็นอัตราส่วนหลัก 3 ตัว ประกอบด้วย 1.อัตราส่วนเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายค่ามาตรฐาน 150% ของเบี้ย 2.อัตราส่วนสภาพคล่องค่ามาตรฐานไม่ต่ำกว่า 100% และ 3.อัตรา ส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า -8%
ขณะที่อัตราส่วนรองมี 5 ตัว ได้แก่ 1.อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประกันภัยต่อเบี้ยที่ถือเป็นรายได้ค่ามาตรฐานไม่ต่ำกว่า 105% 2.อัตราส่วนสินทรัพย์ลงทุนต่อหนี้สินผู้เอาประกันภัย ค่ามาตรฐานต้องมากกว่า 100% 3.อัตราส่วน Claim Develop ment ค่ามาตรฐานมากกว่าหรือเท่ากับ -10% 4.อัตราส่วนเบี้ยค้างรับราคาประเมินต่อเบี้ยค้างรับราคาบัญชี ค่ามาตรฐาน มากกว่าหรือเท่ากับ 75% และ 5.การเปลี่ยนแปลงเงินกองทุน ค่ามาตรฐานมากกว่าหรือเท่ากับ -10%
นอกจากนี้ยังมีอีก 3 เรื่องที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2552 เช่นกัน ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทประกัน ภัยต่อประชาชน การปฏิบัติตามประกาศ กระทรวงพาณิชย์เรื่องการจัดสรรเงินสำรองสำหรับเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็น รายได้ของบริษัทและเงินสำรองสำหรับค่าสินไหมทดแทนของบริษัทที่จะวิธีการ Chain Ladder ซึ่งเป็นการคำนวณโดยใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์ประกันภัยมาใช้คำนวณเงินสำรองสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่มีการรายงานให้บริษัททราบ (IBNR) และกำหนดให้บริษัทจัดเตรียมสินทรัพย์ให้เพียงพอที่จะจ่ายคืนตามหนี้สินและภาระผูกพันจากการ ออกกรมธรรม์หรือสินทรัพย์หนุนหลังโดยให้นำสินทรัพย์ดังกล่าวไปฝากไว้กับสถา บันการเงินซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน
นายสุจินต์ หวั่งหลี นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า ในเรื่องของระบบกำกับแนวใหม่ บริษัทประกันภัยยอมรับได้กับอัตราส่วนทางการเงินทั้ง 8 อัตราส่วนที่นำใช้กำกับฐานะการเงินบริษัทประกันภัย แต่วิธีคำนวณที่ได้มาซึ่งอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ไม่รู้ได้มาอย่างไร เช่น อัตราส่วนเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายคปภ.กำหนดค่ามาตรฐานที่ 150% ของเบี้ยประกันภัยต้องมาดูว่าเงินกองทุนในที่นี้หมายถึงอะไร ต้องมาดูวิธีการประเมินทรัพย์สิน ปรับเกณฑ์การประเมินใหม่ให้สอดคล้องกันเพราะเกี่ยวข้องกับเงินกองทุน
|
| |
|
| |
back |
| |
| |
|