็ืนายหน้าบุคคลธรรมดา Walk in ผ่าน คอมพิวเตอร์ที่สำนักงานคปภ. แจงรับเป็นเจ้าภาพเพราะส.นายหน้าไม่พร้อม แถมไม่คุ้มค่าใช้จ่ายเพราะนายหน้ามีจำนวนน้อยกว่าตัวแทนอื้อ ประเดิมส่วนกลาง แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า สำนักงานคปภ.จะ เปิดให้นายหน้าบุคคลธรรมดาสามารถติดต่อเข้ามาสอบใบอนุญาตโดยตรง (Walk in) ด้วยระบบคอมพิวเตอร์กับทางสำนักงานคปภ.ได้ประมาณเดือนกันยายนนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนายหน้า
ขั้นตอนการดำเนินงานให้นายหน้าบุคคลธรรมดาไปที่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นธนาคารคู่สัญญาที่ให้บริการ ต่อใบอนุญาตและชำระค่าธรรมเนียมตัวแทน นายหน้าประกันภัยผ่านอินเตอร์เน็ตหรือเคาน์เตอร์ธนาคารที่เรียก ว่า E-Licensing และดูแลเรื่องวันเวลาสมัครสอบของนายหน้าบุคคลธรรมดาด้วยเนื่องจากมีการประสานระบบงานกับทางสำนักงานคปภ.อยู่ ซึ่งหลังจากพรินต์ใบสมัคร เลือกวันสอบและจ่ายค่าสมัครสอบที่ธนาคารแล้ว นายหน้าสามารถเดินทางมาสอบที่สำนักงาน คปภ.ลดขาดทุน ขึ้นเบี้ยพรวด 50-60%
นายมิทซึจิ โคโนชิตะ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Asia Partnership Fund Group (APF Group) กล่าวว่า ภายหลังบริษัท เอพีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยเข้าซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท แอ๊ดวานซ์ อินชัวร์รันส์ จำกัด จำนวน 100% จากผู้ถือหุ้นเก่ากลุ่ม เดิมตระกูลดำเนินชาญวนิชย์และได้ทำ การเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 157 ล้านบาทจาก 320 ล้านบาทเป็น 477 ล้านบาทจนทำ ให้การดำรงเงินกองทุนเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดพร้อมกับเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัท เอพีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวร์รันส์ จำกัด หรือ APFII นั้นมีเป้าหมายที่จะผลักดัน APFII เป็นบริษัทที่ให้บริการประกันวินาศภัยครบวงจรและเป็นมาตรฐานสากลภายใน 2-3 ปีนี้รวมถึงแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนให้ได้ภายใน 5 ปีซึ่งหากภาวะตลาดหุ้นไทยเอื้ออำนวยจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย
การซื้อธุรกิจประกันวินาศภัยเป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนของกลุ่มเอพีเอฟในเมืองไทยที่ต้องการลงทุนในสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ตลอด 3 ปีที่ผานมาเราลงทุนในไทยไปแล้วกว่า 100 เหรียญสหรัฐซื้อธุรกิจหลายอย่างทั้งบริษัทหลักทรัพย์บลจ.ยูไนเต็ด บมจ.ลิส กรุ๊ป ที่ทำธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ซื้อโรงแรมซีโอล่าในเครือพีพีรองรับการขยายธุรกิจท่องเที่ยวที่ผ่านมาเรามองหาบริษัทวินาศภัยในไทยมาตลอดแต่หาบริษัทดียากคุยมาหลายบริษัทมาลงตัวที่แอ๊ดวานซ์ มีปัญหาน้อยที่สุด รู้จักกับเจ้าของคือกลุ่มดำเนินชาญวนิชย์หรือกลุ่ม เกษตรรุ่งเรืองขอซื้อหุ้นทั้งหมด บริษัทนี้คลีน มีปัญหาใหญ่เรื่องเดียวคือเงินขาด ทุนขาดเราแก้ไขไปแล้ว
นายมัทซึจิกล่าวว่า เอพีเอฟ กรุ๊ปเตรียมเงินทุนไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มทุนและรองรับการขยายธุรกิจของเอพีเอฟไอไอ โดยจะผนึกกำลังความรู้ ความเชี่ยวชาญของบริษัทในเครือที่มีอยู่ถึง 24 บริษัทจากทั่วโลกที่มีความเชี่ยว ชาญหลายด้านอาทิ ความเป็นมืออาชีพด้านบริหารจัดการสินทรัพย์ ไอที ลิสซิ่ง เข้าไปให้ความช่วยเหลืองานของเอพีเอฟไอไอเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน อย่างบลจ.ยูไนเต็ดที่มีความเชี่ยวชาญด้าน บริหารเงินลงทุนจะเข้าไปช่วยบริหารพอร์ตลงทุนให้ หรือการเข้าไปรับประกันรถจักรยานยนต์ให้กับลูกค้าลิสกรุ๊ป เป็นต้น เป็นการต่อยอดฐานลูกค้าระหว่างธุรกิจในเครือ ซึ่งในอนาคตหากอยากได้ทีมบริหารเข้ามาเสริมสามารถรีครูตคนนอกเข้ามาได้ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับเอพีเอฟไอไอ ตั้งเป้าหมายถึงจุดคุ้มทุนในปีหหน้า
ปัจจุบัน เอพีเอฟ กรุ๊ป มีสินทรัพย์รวมประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐมีนโยบายที่จะลงทุนซื้อธุรกิจนอน แบงก์ในไทยเพิ่มทั้งบริษัทประกันวินาศภัย อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจท่องเที่ยว เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ในส่วนประกันวินาศภัยจะดึงเงินทุน 1,000 ล้านบาทที่เตรียมไว้สำหรับเอพีเอฟไอไอมาซื้อบริษัทอื่นเพิ่มด้วยทั้งบริษัทที่มีปัญหาทางการเงินหรือไม่มีปัญหาแต่ต้องการขายธุรกิจ รูปแบบการลงทุนขึ้นอยู่กับสถานการณ์อาจจะทั้งควบรวมหรือซื้อธุรกิจของบริษัทนั้นๆ โดย บริษัทที่ต้องการต้องมีความโปร่งใสแม้จะมีปัญหาด้านหนี้สินแต่ต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่ครบถ้วน โดยการซื้อบริษัทประกันเพิ่มจะเห็นภาพในปีหน้า
ด้านนายวรศักดิ์ เกรียงโกมล กรรม การผู้จัดการเอพีเอฟไอไอกล่าวว่า นับจาก เข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาสิ่งแรกที่ทำคือการปรับโครงสร้างองค์กรมี 2 ส่วนคือการเพิ่มทุนเพื่อให้ เงินกองทุนครบถ้วนตามกฎหมายซึ่งภายหลังเอพีเอฟ กรุ๊ป เพิ่มทุนจดทะเบียน 157 ล้านบาททำให้มีเงินกองทุน 30 ล้านบาทเท่ากับเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในไตรมาส 4 นี้จะเพิ่มทุนอีก 200-300 ล้านบาทเพื่อให้ฐานะการเงินแข็งแกร่งมากขึ้น และ 2.ปรับโครงสร้างบริหารตามหลักบริษัทธรรมาภิบาลโดยแยกเป็น 3 ส่วนคือคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการตรวจสอบและฝ่ายลงทุน โดยดึงนายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายในเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทและร่วมเป็นกรรมการในบอร์ดลงทุนด้วย
ทั้งนี้ เอพีเอฟไอไอตั้งเป้าหมายมีเบี้ยประกันภัยระดับ 1,000 ล้านบาทติดกลุ่มบริษัทวินาศภัยขนาดกลางภายใน 3-4 ปีนี้โดยจะเริ่มขยายตลาดจริงจังตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป โดยในปี 2552 ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกัน 300-500 ล้านบาทจากเดิมมีเบี้ยรับเฉลี่ยเพียง 1-2 ล้านบาท ต่อเดือน เน้นทั้งรถยนต์และนอน มอเตอร์ ระยะแรกจะมุ่งไปที่รถยนต์เป็นหลักในเบี้ย 300 ล้านบาทจะเป็นเบี้ยรถยนต์ประมาณ 200 ล้านบาท การขยายตลาดจะเข้าไปฟื้นความสัมพันธ์กับกลุ่มโบรกเกอร์เดิม ที่ เคยเป็นพันธมิตรกับแอ๊ดวานซ์อยู่ซึ่งมีประมาณ 20-30 แห่งแต่มีมีส่งงานเพียงแค่ 10 แห่งในช่วงประสบปัญหาสภาพคล่อง
นายวรศักดิ์กล่าวว่า บริษัทได้ปรับ นโยบายการรับประกันรถยนต์ใหม่โดยจะปรับราคาเบี้ยจากเดิมขึ้นอีกประมาณ 50-60% เนื่องจากราคาเดิมต่ำมากรถป้ายแดงซ่อมห้างราคา 12,000 บาทเท่านั้นเรตเดียวกันหมดทั้งรถเก๋งขนาดเล็กและใหญ่ทำให้ประสบปัญหาขาดทุนมาตลอดเพราะค่าสินไหมสูงซึ่งในปีที่ผ่านมาขาด ทุนจากประกันรถยนต์ 200 ล้านบาทหากรวมทั้งพอร์ตประมาณ 400 ล้านบาท ราคาที่ปรับขึ้นจะอยู่กลางๆ ค่อนไปทางสูง เน้นลูกค้าใหม่ โดยจะใช้จุดแข็งด้านฐานะการเงินที่แข็งแกร่งเป็นตัวเลือกให้กับลูกค้าผ่านทางไฟแนนซ์
การรับประกันในอดีตผิดพลาดมาตลอดเพราะถูกกำกับด้วยการตลาด พอผมเข้ามามาประเมินผลงานอันเดอร์ไรต์รถกันใหม่ คุม Loss Ratio เซ็ตเป้าไม่ให้เกิน 60-65% ปรับผังงานใหม่เพิ่มบุคลากรส่วนแรกคือด้านเคลมรถยนต์ การรับประกันนอน มอเตอร์ การเงิน ส่วนงานไอทีเอาต์ซอร์สให้กลุ่มเข้ามารองรับการขยายรถยนต์ในช่วงแรกจะใช้เครือข่ายอู่ที่มีประมาณ 10 แห่งรองรับไปก่อนค่อยๆ ขยายเพิ่ม ซึ่งนอกจากปรับงานรับประกัน แล้วยังเคลียร์หนี้สินคงค้างต่างๆ ที่มีอยู่ประมาณ 100 ล้านบาทไปด้วย คิดว่า 3 ปีแรกคงไม่มีกำไรจากการรับประกันแต่จะมีกำไรจากการลงทุน คาดล้างขาดทุนได้หมดภายใน 2-3 ปี
นายวรศักดิ์กล่าวว่า ประมาณเดือน กันยายนหรือตุลาคมนี้จะเริ่มดูรายละเอียด กรมธรรม์ของธุรกิจในเครือเอพีเอฟ กรุ๊ปทั้งหมดทำประกันกับที่ใดบ้าง ราคาเบี้ยเป็น อย่างไรเพื่อเสนอตัวเข้าไปรับประกันธุรกิจ ในเครือตามนโยบายของบริษัท การเข้า ไปอาจจะเป็นแกนนำในการรับประกันหรือ ร่วมรับประกันกับบริษัทอื่น
|