|
|
คปภ.ลดดีกรีกฎเหล็กกองทุน
|
|
็>หั่นแหลกอัตราส่วนการเงินจาก29ตัววัดเหลือแค่5
คปภ.คลอดระบบกำกับฐานะการเงินแนวใหม่พร้อมมาตรการแทรกแซงหลังปรับตามคอมเมนต์เอกชนแล้วหั่นแหลกอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดจาก 29 ตัวเหลือแค่ 3-5 ตัวเผยเงินกองทุนไม่ถึง150%ประกันชีวิตมีแค่ 3 บริษัทวินาศภัย 12 บริษัทเผยวินาศภัยห่วงสุดเบี้ยค้างรับราคาประเมินเหตุมีบริษัทอยู่นอกค่ามาตรฐานถึง44บริษัทขณะที่ประกันชีวิตคือค่าใช้จ่ายในการรับประกันเบี้ยปีต่อไปอยู่นอกเกณฑ์ 10 บริษัท พร้อมให้เอกชนสกรีนอีกยกก่อนใช้ต้นปีหน้าสุจินต์เผยภาพรวมรับได้แต่ต้องให้เวลาปรับตัวโดยเฉพาะเบี้ยค้างรับคปภ.ต้องแก้วิธีประเมินทรัพย์สินใหม่
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(สำนักงานคปภ.)เปิดเผยสยามธุรกิจว่าขณะนี้สำนักงาน คปภ.ได้จัดทำแนวทางการตรวจสอบและกำกับฐานะการเงินบริษัทประกันภัยแนวใหม่(EarlyIntervention)หรือการเตือนภัยแต่เนิ่นเพื่อให้บริษัทประกันภัยมีฐานะการเงินแข็งแกร่งมากขึ้นซึ่งจะมีการจัดบริษัทเป็นกลุ่มความเสี่ยงตามความมั่นคงทางการเงินเสร็จแล้วเป็นแนวทางที่มีการปรัปปรุงใหม่และสามารถปฏิบัติได้ในเบื้องต้นเพราะพิจารณามาจากความเห็นของภาคธุรกิจแล้ว
แบ่งออกเป็น 2 แนวทางคือแนวทางในการติดตามและสั่งให้มีการแก้ไขการดำเนินงาน และ2.แนวทางในการแทรกแซงการดำเนินงานของบริษัทโดยเกณฑ์ในการวัดยังคงมี 2 กลุ่มเหมือนเดิมคือเกณฑ์เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยเกณฑ์เชิงปริมาณจะพิจารณาจากอัตราส่วนส่วนทางการเงิน(financialratios)สำคัญ
ทั้งนี้เกณฑ์ใหม่ของคปภ.ได้ปรับลดอัตราส่วนทางการเงินทั้งรายเดือนและรายปีลงมากเหลือ 3 ตัวเท่านั้นจากเดิมกำหนดไว้ถึง 29 ตัวสำหรับบริษัทประกันชีวิตและประกันวินาศภัยมีถึง 25 ตัวแบ่งเป็นอัตราส่วนหลักและอัตราส่วนรองโดยอัตราส่วนหลักที่ใช้ติดตามผลงานรายเดือนมี 3 ตัวหากเป็นบริษัทประกันชีวิตประกอบด้วย
1.อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายค่ามาตรฐานต้องไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 150% (ยึดตามเกณฑ์กฎหมายปัจจุบัน 100% คือต้องมีเงินกองทุนไม่ต่ำกว่า 2% ของเงินสำรองหรือไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท)ตามข้อมูลของคปภ.มีจำนวนบริษัทที่ออกนอกค่ามาตรฐาน 3 บริษัทขณะที่ค่ากลางอุตสาหกรรมอยู่ที่ 417.15%
2.อัตราส่วนสินทรัพย์ลงทุนต่อสำรองประกันภัยวัดจากความสามารถในการชำระหนี้สินที่บริษัทมีต่อผู้เอาประกันภัยตามสัญญากรมธรรม์ค่ามาตรฐานต้องไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100% มีบริษัทออกนอกค่ามาตรฐาน4บริษัทขณะที่ค่ากลางอุตสาหกรรมอยู่ที่116.70%
3.อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นวัดจากบริษัทมีกำไรจากการดำเนินธุรกิจค่ามาตรฐานต้องไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ -5% มีบริษัทที่ออกนอกค่ามาตรฐาน 8 บริษัทค่ากลางอุตสาหกรรม 1.43%
ส่วนประกันวินาศภัยทั้ง 3 ตัวประกอบด้วย
1.อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายค่ามาตรฐานไม่ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 150% เช่นกัน(เกณฑ์ 100% คือต้องมีเงินกองทุนไม่ต่ำกว่า 10% ของเบี้ยสุทธิในปีที่ผ่านมาหรือไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท)โดยขณะนี้มีบริษัทที่อยู่นอกค่ามาตรฐาน 12 บริษัทค่ากลางอุตสาหกรรมอยู่ที่ 406.47%
2.อัตราส่วนสภาพคล่องประเมินจากสินทรัพย์สภาพคล่องต่อค่าสินไหมทดแทนค่ามาตรฐานไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100% มีบริษัทที่ออกนอกค่ามาตรฐาน 4 บริษัทค่ากลางอุตสาหกรรม328.13%
3.อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นวัดจากบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานเช่นกันค่ามาตรฐานไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ-5%โดยมีบริษัทที่ออกนอกค่ามาตรฐานแล้ว 10 บริษัทขณะที่ค่ากลางอุตสาหกรรมอยู่ที่ 6.26%
แหล่งข่าวกล่าวว่าหากบริษัทใดมีอัตราส่วนหลักต่ำกว่าค่ามาตรฐานต้องแก้ไขทันทีโดยเฉพาะเงินกองทุนซึ่งจะเป็นตัวหลักในการติดตามผลหากเงินกองทุนต่ำกว่า150%แต่ไม่ต่ำกว่า110%ทางคปภ.จะใช้มาตรการแทรกแซงทันทีประกอบด้วยห้ามลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ห้ามลงทุนในเงินให้กู้ยืมยกเว้นเพื่อเป็นสวัสดิการพนักงานห้ามลงทุนในให้เช่าทรัพย์สินลีสซิ่งและการให้เช่าซื้อรถห้ามนำสินทรัพย์ลงทุนไปก่อภาระผูกพันเพิ่มเติมแต่หากอัตรา 2 ตัวหลังไม่ได้ค่ามาตรฐานจะทำให้แผนแก้ไขแต่ยังไม่ใช้มาตรการแทรกแซง
แต่หากเงินกองทุนต่ำกว่า110%แต่ไม่ต่ำกว่า100%จะเพิ่มมาตรการแทรกแซงคือห้ามเปิดสำนักงงานสาขาและขยายพื้นที่สำนักงานเพิ่มเติมห้ามออกผลิตภัณฑ์บางประเภทเช่นประเภทความรับผิดต่อบุคคลภายนอก(liability)หรือเครดิตและหากเงินกองทุนต่ำกว่า100%จะเจอมาตรการแทรกแซงระดับที่ 3 หรือขั้นรุนแรงที่สุดคือให้เสนอโครงการแก้ไขปัญหาตามมาตรา27/5สั่งเพิ่มทุนหรือลดทุนหากเป็นประกันวินาศภัยสั่งหยุดรับประกันชั่วคราวสั่งถอดถอนกรรมการเข้าควบคุมบริษัทกรณีเป็นประกันชีวิตและเพิกถอนใบอนุญาต
ส่วนอัตราส่วนรองมี4ตัวบริษัทประกันชีวิตได้แก่
1.ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยปีแรกค่ามาตรฐานไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100% มีบริษัทที่ออกนอกค่ามาตรฐาน 2 บริษัทค่ากลางอุตสาหกรรมอยู่ที่ 59.54%
2.ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยปีถัดไปค่ามาตรฐานไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 40% มีบริษัทออกนอกค่ามาตรฐาน 10 บริษัทค่ากลางอุตสาหกรรม 34.88%
3.ผลตอบแทนจากการลงทุนค่ามาตรฐานไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ4%มีบริษัทที่ออกนอกค่ามาตรฐาน4บริษัทค่ากลางอุตสาหกรรมอยู่ที่ 4.58%
4.การเปลี่ยนแปลงเงินกองทุนไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ -10% มีบริษัทที่ออกนอกค่ามาตรฐาน5บริษัทขณะที่ค่ากลางอุตสาหกรรมอยู่ที่ 6.13%
สำหรับบริษัทประกันวินาศภัยมี 5 ตัวได้แก่
1.ค่าสินไหมทดแทนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประกันภัยต่อเบี้ยที่ถือเป็นรายได้(คอมไบน์เรโช) 8 วัดความสามารถในการทำกำไรจากการรับประกันค่ามาตรฐานไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 105% โดยมีบริษัทที่ออกนอกค่ามาตรฐาน 24 บริษัทค่ากลางอุตสาหกรรมอยู่ที่ 100.02%
2.อัตราส่วนสินทรัพย์ลงทุนต่อหนี้สินผู้เอาประกันภัยค่ามาตรฐานไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ100%มีบริษัทออกนอกค่ามาตรฐาน 14บริษัทค่ากลางอุตสาหกรรม196.88%
3.Claimdevelopment วัดความเพียงพอในการตั้งสำรองค่าสินไหมค่ามาตรฐานไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ -10% ยังไม่มีการคำนวณจะเริ่มได้ในปี 2552
4.เบี้ยค้างรับราคาประเมินต่อเบี้ยค้างรับราคาบัญชีประเมินความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากการที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยได้ค่ามาตรฐานมากกว่าหรือเท่ากับ 75% จำนวนบริษัทที่ออกค่ามาตรฐาน 44 บริษัทค่ากลางอุตสาหกรรม 75.87%
5.การเปลี่ยนแปลงค่ามาตรฐานไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ -10% จำนวนบริษัทที่ออกนอกค่ามาตรฐาน 16 บริษัทค่ากลางอุตสาหกรรม 5.19%
ทั้งนี้หากบริษัทใดออกนอกค่ามาตรฐานติดต่อกัน 3 เดือนโดยไม่มีเหตุอันควรอาทิการจ่ายเงินปันผลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการรับประกันเป็นต้นคปภ.จะให้แก้ไขยกเว้นตัว Claimdevelopmentของประกันวินาศภัยที่ต้องติดตามเป็นรายปีและวิเคราะห์จากรายงานของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย
สำหรับเกณฑ์ในเชิงคุณภาพที่จะใช้ควบคู่กันโดยคปภ.
1.จะออกเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำในการบริหารความเสี่ยงของบริษัทประกันภัยที่จะเริ่มใช้ในปี 2552 ประกอบด้วยการกำหนดคุณสมบัติและความเหมาะสม(FitandProper)ของคณะกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูง
2.คณะกรรมการบริษัทมีการควบคุมให้มีการปฏิบัติตามกรอบบริหารความเสี่ยง
3.จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและแผนธุรกิจ 3 ปีที่ผ่านความเห็นชอลของคณะกรรมการบริษัทให้แก่สำนักงานคปภ.
4.แผนบริหารความเสี่ยงต้องครอบคลุมอาทิการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์การกำหนดราคาการพิจารณารับประกันเป็นต้น
5.มีกระบวนในการบริหารความเสี่ยงคือมีการระบุความเสี่ยงการประเมินความเสี่ยงการจำกัดความเสี่ยงและการติดตามดูแลความเสี่ยง
เรายังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจแสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวทางข้างต้นอีกครั้งภายในวันที่15สิงหาคมนี้ซึ่งทางคปภ.อาจจะต้องมีการแก้ประกาศการลงทุนที่เกี่ยวข้องอีกหลายตัวเพื่อรองรับมาตรการข้างต้นซึ่งน่าจะประกาศใช้ในต้นปีหน้าโดยเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการรองรับตัวRBCด้วย
นายสุจินต์หวั่งหลีนายกสมาคมประกันวินาศภัยให้ความเห็นกับสยามธุรกิจว่าเท่าที่ดูภาพรวมเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ในความสามารถที่บริษัทประกันภัยน่าจะทำได้เพราะคปภ.ลดอัตราส่วนไปหลายตัวมากเพียงแต่ต้องมีเงื่อนไขในเรื่องของเวลาให้บริษัทปรับตัวโดยตัวที่น่าจะมีผลกระทบมากที่สุดเบี้ยค้างรับราคาประเมินเนื่องจากมีบริษัทที่อยู่นอกค่ามาตรฐานถึง 44 บริษัทมากที่สุดเมื่อเทียบกับตัวอื่นทางคปภ.คงต้องแก้ไขการประเมินทรัพย์สินให้ยึดตามราคาตลาดจากเดิมที่ยึดตามราคาบัญชีเพื่อให้ทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นซึ่งตัวนี้หากเริ่มใช้หลักจ่ายก่อนคุ้มครองหรือCashBeforeCoverไม่มีปัญหาแต่การใช้กฎข้อนี้ต้องมีเวลาให้บริษัทปรับตัวเรียกเก็บเบี้ยค้างรับของเก่าเช่นกัน
ด้านนายสาระล่ำซำนายกสมาคมประกันชีวิตไทยกล่าวกับสยามธุรกิจว่าสมาคมฯกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอัตราส่วนทั้งหมดอยู่เนื่องจากอัตราส่วนแต่ละตัวต้องดูอย่างละเอียดและยังมีระยะเวลาในการพิจารณาไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ดังนั้นจึงขอเวลาในการพิจารณาอัตราส่วนต่างๆให้แล้วเสร็จก่อนเพื่อที่จะสรุปผลและนำเสนอความเห็นกลับไปยังคปภ.ตามเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้
|
| |
|
| |
back |
| |
| |
|