|
|
บริษัทประกันเร่งรับมือภาวะโลกร้อน |
|
>กลุ่มG8ยังไม่คืบหน้า/ไทยเพิ่งเริ่มต้น
ภาวะโลกร้อน กำลังเป็นประเด็นปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมการ เงิน เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุที่สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจประกันทั่วโลกทุกวันนี้ ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศทั้งสิ้น เช่น การเกิดมหันตภัยทางธรรมชาติต่างๆ ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินจำนวนมาก ส่งผลต่อปริมาณค่าสินไหมทดแทน ที่บริษัทประกันภัยต้องจ่ายเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
ด้วยเหตุนี้ จึงมีบริษัทประกันภัยหลายแห่งเริ่มให้ความสำคัญศึกษาผลกระทบ รวมถึงหันมาเปิดบริการด้านการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (renewable energy) และตลาดคาร์บอน ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการเงินต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปลงทุนดังกล่าว รวมถึงการให้บริการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนในธุรกิจนี้แก่ลูกค้า เช่น กลุ่มอลิอันซ์ (Allianz) ที่ได้เปิดบริษัท อลิอันซ์ ไคลเมท โซลูชั่นส์ จำกัด (Allianz Climate Solutions : ACS) ขึ้นในการเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนในตลาดพลังงานหมุนเวียนอย่างครบวงจร
สำหรับประเทศไทย ถือว่าเรื่องนี้ยังเป็นของใหม่ แต่ธุรกิจประกันภัยก็เริ่มเข้าไปมีบทบาทในเรื่องของพลังงานทดแทนบ้างแล้ว เช่น การรับประกันภัยโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น และล่าสุดยังเตรียมจะให้มีฉลากคาร์บอนสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบในขั้นตอนการผลิตสินค้านั้นๆ
ขณะที่ต่างประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ G8 ซึ่งดร.โจอาคิม เฟเบอร์ กรรมการบอร์ดของอลิอันซ์ เอสอี (Allianz SE) กล่าวว่า กลุ่มประเทศ G8 มีหน้าที่รับผิดชอบในการเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการแข่งขันเพื่อต่อสู้กับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยพวกเขาต้องเป็น ตัวอย่างที่ดีในการเป็นผู้บุกเบิกที่จะนำพาโลกไปสู่ยุคเศรษฐกิจที่เน้นการลดปริมาณ ก๊าซคาร์บอน และหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทน
ทั้งนี้ อลิอันซ์ เอสอี สนับสนุนงานวิจัยเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อการลงทุนและกฎระเบียบที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับแสดงให้เห็นถึงโอกาสที่เกิดขึ้น ในการที่จะนำมาใช้สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในด้านการประกันภัยและกองทุนเพื่อนำเสนอในตลาดที่แตกต่างกันไป
ภาวะโลกร้อนสามารถสร้างสรรค์โอกาสที่มากมายมหาศาลให้แก่เทคโนโลยี สะอาดต่างๆ ซึ่งทางอลิอันซ์ เอสอี มองเห็นถึงศักยภาพในการลงทุนที่สูงมากๆ รวมถึงการเติบโตทางธุรกิจและการสร้างงานที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพตรงนี้ได้ก็คือการส่งเสริมตลาดคาร์บอนให้แพร่หลายไปทั่วโลกนั่นเอง ดร.เฟเบอร์ กล่าว
อย่างไรก็ดี จากรายงานที่ใช้ชื่อว่า The G8 Climate Scorecards 2008 ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานที่ปรึกษาอิสระ Ecofys ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลร่วมกันของ องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม WWF และบริษัท ผู้ให้บริการด้านการเงินระดับโลกอย่างกลุ่มอลิอันซ์ ได้ทำการจัดอันดับประเทศในกลุ่ม G8 ตามดัชนีชี้วัดเชิงปริมาณ 9 ข้อ อาทิ เปรียบเทียบแนวโน้มการลดการ ปล่อยมลพิษในอดีตตั้งแต่ปี 1990 และความคืบหน้าเปรียบเทียบกับเป้าหมาย ตามพันธกรณีพิธีสารเกียวโต ทั้งยังมีการให้คะแนนสำหรับการดำเนินการใน 3 นโยบายหลัก ได้แก่ ด้านการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า พลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาตลาดคาร์บอน
นายเรจีน กุนเธอร์ ผู้อำนวยการ WWF Climate Change Programme ในประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า ผลการให้คะแนนสะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีประเทศใดเลยในกลุ่มประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลกที่มีความพร้อมในการลดการปล่อยมลพิษให้ได้ตามที่เกณฑ์กำหนด ไว้ที่ 2 องศา ขณะที่มีเวลาเหลือเพียง 10-15 ปีเท่านั้น ก่อนที่การปล่อยมลพิษสู่บรรยากาศโลกจะพุ่งถึงจุดสูงสุดแล้วค่อยคลี่คลายลง
> สรุปผลการจัดอันดับประเทศในกลุ่ม G8
ผลการจัดอันดับประเทศต่างๆ ตาม รายงาน The G8 Climate Scorecards 2008 ปรากฏว่า ผู้นำคือประเทศอังกฤษ โดยมีฝรั่งเศสและเยอรมนีตามมาติดๆ แต่ทั้งสามประเทศก็ยังดำเนินการได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่ควรจะทำได้
ประเทศอังกฤษ ตั้งเป้าที่จะบรรลุเป้าหมายตามที่พิธีสารเกียวโตได้ตั้งไว้ โดยได้มีการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมออกมา เช่น กฎหมายที่เกี่ยว ข้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง แต่ใน ขณะที่อังกฤษกำลังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนา ตลาดคาร์บอนอย่างจริงจัง พวกเขากลับยังคงดำเนินการอย่างล่าช้าในเรื่องการรณรงค์ให้ผู้คนหันมาใช้พลังงานหมุน เวียนและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า
ประเทศฝรั่งเศส ถูกจัดอยู่ในอันดับ 2 โดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ การดำเนินการและอันดับโลกในปัจจุบัน แต่ก็ยังคงยากที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ในอนาคตอันใกล้ จึงมีความเสี่ยงสูงที่ฝรั่งเศสจะสูญเสียตำแหน่งนี้ไปในการจัดอันดับในปีหน้า
ประเทศเยอรมนี จัดอยู่ในอันดับ 3 โดยสามารถดำเนินการได้ดีที่สุดในเรื่องของการใช้พลังงานหมุนเวียน และมีโครงสร้างด้านระเบียบปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป นอกจากนี้ เยอรมนียังได้อนุมัติมาตรการทางกฎหมายใหม่ที่ว่าด้วยการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและนโยบายเกี่ยวกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ในตอนนี้ เยอรมนี ยังไม่ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องของการใช้พลังงานถ่านหิน ซึ่งถือเป็นแนวโน้ม ในเชิงลบ เพราะยังมีการเพิ่มขึ้นของหน่วยงานที่วางแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินและลิกไนต์อีกเป็นจำนวนมาก
ประเทศอิตาลี ถูกจัดอยู่ในอันดับ 4 ได้เริ่มต้นความพยายามที่จะให้ความสำคัญ กับเรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและผลประโยชน์ที่ได้จากการให้ความเห็นชอบกับนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรป แต่มาตรการที่เฉพาะเจาะจงระดับชาติยังไม่มีออกมามากนัก อีกทั้งระดับการปล่อยมลพิษก็ยังอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดโดยพิธีสารเกียวโต แต่ก็ยังถือว่าทำได้ค่อนข้าง ดีในเรื่องของการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า
ประเทศญี่ปุ่น ถูกจัดอยู่ในอันดับ 5 มีการปล่อยมลพิษในปริมาณที่เพิ่มขึ้นและยังอยู่ห่างจากเป้าหมายตามพิธีสารเกียวโตอยู่มาก ทั้งนี้รัฐบาลยังไม่มีการประกาศเป้าหมายในการลดมลพิษในระยะกลางเลย ส่วนที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่สองในเรื่องของตลาดคาร์บอน ก็เป็นผลมาจากการใช้โครงการชดเชยอย่างมากมายในประเทศกำลังพัฒนา ภายใต้กลไกการพัฒนาด้านความสะอาดของสหประชาชาติ หรือ UNs Clean Development Mechanism เพียงแต่ว่าญี่ปุ่นเองยังขาดมาตรการ ทางกฎระเบียบ ข้อบังคับระดับชาติ เช่น การซื้อขายสิทธิ์ในการแพร่คาร์บอน (emissions trading) เป็นต้น
ประเทศรัสเซีย จัดอยู่ในอันดับ 6 ซึ่งสูญเสียความได้เปรียบในการปล่อยมลพิษที่ต่ำกว่าจากก่อนหน้านี้ ซึ่งในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาปริมาณการปล่อยมลพิษกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง โดยสิ่งที่รัสเซียทำได้ก็คือวางแผนนโยบายระดับชาติ แต่กลับไม่มี การบังคับใช้เลย ส่วนเรื่องการประกาศล่าสุดของรัฐบาลที่จะมีการรณรงค์ให้เพิ่ม การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าให้มากที่สุด อาจ จะส่งผลต่อการจัดอันดับในปีหน้าก็เป็นได้
ประเทศแคนาดาและสหรัฐ อเมริกา ครองอันดับ 7 และ 8 ไปตามลำดับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลย เพราะประเทศมหาอำนาจทั้งสองนี้ยังคงปล่อยมลพิษในปริมาณที่สูงและยังเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการใช้พลังงานในปริมาณ ที่มหาศาล อีกทั้งยังล้มเหลวในการที่จะตระหนักถึงการใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า แต่ก็ยังมีความหวังอยู่ เพราะบทบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมการปล่อยมลพิษของสหรัฐฯ ก็กำลังจวนเจียนจะคลอดเต็มที และภาคธุรกิจต่างก็กำลังเตรียมการเพื่อเข้าสู่ยุคตลาดโภคภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพในการไหลบ่าไปทั่วทั้งทวีป
|
| |
|
| |
back |
| |
| |
|