|
|
วินาศภัยกวาดล้างแก๊งฉ้อฉลประกันรถ |
|
วินาศภัยเตรียมจับแก๊งฉ้อฉลโกงประกันรถ หลังแกะรอย 3 ปี พบลูกจ้าง เต็นท์รถมือสอง และอดีตพนักงานบริษัทประกันร่วม 25 คนรวมหัวโกง เคลมแล้ว กว่า 100 เคลม มูลค่าเสียหาย 5 ล้านบาท ส่วนแชร์รถเช่า ได้ข้อสรุปประกันไม่จ่าย เหตุกรณีฉ้อโกง เข้าข่ายยกเว้นกรมธรรม์ไม่คุ้มครอง
นายพันธ์เทพ ชัยปริญญา ประธานชมรมสินไหมยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า การฉ้อฉลด้วยการ จัดฉากชนเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน มีมานานกว่า 10 ปีแล้ว และมีการเปลี่ยนกลุ่มใหม่เข้ามาดำเนินการ ซึ่งล่าสุดที่ได้รับข้อมูลจากบริษัทสมาชิกขอให้ช่วยเหลือตรวจสอบข้อมูลนั้น เป็นพฤติกรรมฉ้อฉลที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2548 และได้มีการตรวจสอบเรื่อยมากระทั่งมาถึงปี 2550 พบว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้ประกอบด้วยบุคคลที่เป็นลูกจ้างเต็นท์ขายรถมือสอง และอดีตพนักงานบริษัทประกันภัย
โดยนำรถยนต์ที่ซื้อมาเพื่อขายต่อ ซึ่งทำประกันประเภท 3 หรือประกันชั้น 3 มาจัดฉากชนกับรถที่ไม่มีประกัน เพื่อเรียกค่าซ่อมจากบริษัทประกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการซ่อมสี เพื่อช่วยให้รถเหมือนใหม่ยิ่งขึ้น โดยที่รถบางคันที่นำมาจัดฉากชนนั้น ยังไม่ได้ทำการซื้อขายจึงยังไม่มีการจดทะเบียนโอนรถเพื่อเปลี่ยน ชื่อผู้ครอบครอง ทำให้ผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้ครอบครองเดิมได้รับความเสียหายจากพฤติกรรม ดังกล่าว
พฤติกรรมการฉ้อฉลของพวกนี้ คือ จะเป็นรถที่มีการแจ้งทำประกันไว้กับหลายบริษัท โดยระยะแรกอาจจะทำไว้กับ 5 บริษัท ต่อมาก็อีก 5 บริษัท รวมๆ แล้วร่วม 15 บริษัท และมักจะโทร.แจ้งเคลมเข้ามาในช่วง 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม และมักจะเป็นการชนท้าย แต่ว่ามีพิรุธตรงที่มักจะมีเศษวัสดุอื่นๆ เข้ามาประกอบด้วย ทำให้ไม่สอดคล้องกับการเกิดเหตุ และส่วนใหญ่เมื่อตรวจสอบแล้วจะเป็นรถเต็นท์ ที่ยังไม่มีการโอน ซึ่งมักจะมีประกันภาคสมัครใจของเดิมอยู่ แต่เมื่อตรวจสอบปรากฏว่าเจ้า ของเดิมขายไปนานแล้ว
ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลจากการกระทำกิจสำเร็จที่มีการจ่ายสินไหมไปแล้ว 100 กว่าเคลม ประเมินมูลค่าความเสียหายต่อบริษัทประกันภัยได้ประมาณ 5 ล้านบาท พบ กลุ่มบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากกว่า 25 คน และรถยนต์ที่เกี่ยวข้อประมาณ 50 คัน ซึ่งทางชมรมสินไหมฯ ได้ประสานงานกับตำรวจกองปราบปราม เพื่อให้บริษัทสมาชิกได้แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มคนเหล่านี้แล้ว โดยกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ และจะมีการจับกุมมาดำเนินคดีในเร็วๆ นี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น และป้องกันไม่ให้มีกลุ่มบุคคลมาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการประกันภัย
การฉ้อโกงดังกล่าว มีผลทำให้อัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ของการประกันภัยรถยนต์โดยเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ และจะส่งผลกระทบต่อผู้เอาประกันต่อไปอาจจะต้องจ่ายเบี้ย เพิ่มขึ้นได้ เพราะการปรับเพิ่มเบี้ยจะประเมินจาก Loss Ratio โดยรวมทั้งระบบด้วย หากไม่ได้เกิดจากความเสียหายจริง ก็เท่ากับว่าลูกค้าจ่าย เบี้ยเพิ่มขึ้นโดยไม่ถูกต้อง
นายพันธ์เทพ กล่าวว่า ในส่วนของความ คืบหน้าคดีแชร์รถเช่านั้น ขณะนี้คดีที่สถานีตำรวจนครบาลบางพลัด ได้ส่งฟ้องแล้ว ส่วนที่สถานีตำรวจมีนบุรี และสถานีตำรวจนิมิตรใหม่ กำลังทำสำนวนส่งฟ้อง อย่างไรก็ดีทางคณะอนุกรรมการประกันภัยยานยนต์ ได้มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 แจ้งผลการพิจารณากรณีแชร์รถเช่า ว่า เหตุรถยนต์สูญหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เนื่องจากเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ในหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ในข้อ 2 กำหนดชัดเจนว่า รถยนต์ที่สูญหาย จะได้รับความคุ้มครอง หรือได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะ 4 กรณีเท่านั้น คือ กรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ เท่านั้น ดังนั้นจากข้อเท็จจริงข้างต้น รถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายจากการฉ้อโกง จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
นอกจากนี้ แม้ข้อเท็จจริงข้างต้น ผู้เอาประกันภัยบางรายจะถือว่ารถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายไปเนื่องจากผู้เช่ายักยอกทรัพย์ไป ไม่ใช่การฉ้อโกงก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวก็เข้าข่าย ข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมยธรรม์หมวดคุ้ม ครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 ที่กำหนด ว่า ความเสียหาย หรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมาย หรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งกรณีนี้ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ประกันภัยรถยนต์เช่นกัน
|
| |
|
| |
back |
| |
| |
|