> ประกันพืชผลขายดีหลังเกิดพิบัติภัย
ธ.ก.ส.แย้มปีหน้าประกันข้าวมีสิทธิ์เกิด ยอมรับอยากเริ่มปีหน้าแต่ติดปัญหาปัจจัยเสี่ยงเยอะ ปัดฝุ่นประกันปศุสัตว์นำ ร่องโค ชี้ข้อมูลพร้อม มั่นใจทำปริมาณมาก 3 หมื่นตัวโครงการเดินได้ ด้าน ส.วินาศภัยชี้ประกันข้าวอยู่ในขั้นศึกษา ส่วนประกันโคเคยแท้งมาครั้งหนึ่งแล้ว หากเริ่มใหม่ต้องมีสถิติสาเหตุการตายชัดเจน ระบุพิบัติภัยเกิดถี่กระตุ้นเกษตรกรตื่นทำประกันพืชผล
นายธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า การขยายโครง การประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิอากาศไปยังพืชผลทางเกษตรประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะข้าวทั้งในช่วงเพาะปลูกและข้าวเปลือกมีความเป็นไปได้ โดยจะให้ความคุ้ม ครองความเสียหายจากภัยน้ำท่วม ซึ่งตอนแรกต้องการจะเริ่มโครงการนำร่องในปีนี้แต่ไม่สำเร็จเพราะมีความซับซ้อนในเรื่องปัจจัยเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องหลายตัว เช่น สถิติน้ำฝน น้ำท่วมในแต่ละปี ปัจจัยเสี่ยงด้านราคา ปัญหาน้ำมันแพงที่มีต่อผลต้นทุน ซึ่งหากมีประกันภัยเข้ามารองรับจะทำให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการความเสี่ยง ได้ โดยคาดว่าน่าจะเริ่มทดสอบโครงการ ได้ในปีหน้า
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะเริ่มทดลอง โครงการประกันภัยปศุสัตว์หลังจากที่ผ่านมา ได้มีการเก็บตัวเลขโคที่เกษตรกรเลี้ยงไว้จำนวน 20,000-30,000 ตัว ที่เสียชีวิตจากสาเหตุต่างๆ อาทิ ถูกงูกัด เจ็บป่วยตายมีกี่ตัว เป็นต้น เพราะหากทำในปริมาณ มากโครงการน่าจะเดินไปได้
อย่างไรก็ดี นายธีรพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ ธ.ก.ส.และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สมาคมประกันวินาศภัยรวมถึงหน่วยงานพันธมิตรอีกหลายแห่งได้เปิดโครงการประกันพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิอากาศประจำปี 2551 ขึ้นแล้วซึ่งเป็นการขยายความคุ้มครองข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีก 4 จังหวัดได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี จากเดิมที่ให้ความคุ้มครองเฉพาะพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ในปีที่ผ่านมา
โดยในปี 2551 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครง การแล้ว 324 ราย คิดเป็นพื้นที่เอาประกัน 6,689 ไร่ จาก 37 ราย พื้นที่เอาประกัน 962 ไร่ในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ยังไม่รวมโคราชและมวกเหล็กที่จะเริ่มรับประกันประมาณกลางเดือนมิถุนายนเนื่องจากระยะเพาะปลูกไม่เท่ากัน โดย มีเบี้ยประกันให้เลือก 2 อัตราคือไร่ละ 80 บาท วงเงินชดเชยสูงสุดเฉลี่ย 350-875 บาทต่อไร่ และเบี้ยประกันไร่ละ 120 บาท วงเงินชดเชยสูงสุด 525-1,315 บาทต่อไร่
สำหรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจ่ายตามความเสียหายจริงในแต่ละช่วงได้แก่ช่วงเพาะปลูกระยะที่ 1 คุ้มครอง 30 วัน ระยะที่ 2 คุ้มครอง 20 วันและระยะที่ 3 คุ้มครอง 30 วัน เริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา เกณฑ์การจ่ายค่าเสียหายจะประเมินจากปริมาณน้ำฝนสะสมที่วัดได้จากสถานีตรวจวัดสภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงวันคุ้มครองที่กำหนดจากนั้นนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ปริมาณความต้องการน้ำของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ในแต่ละช่วงความคุ้มครอง
ตอนนี้เรากำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายโครงการนี้ไปยังจังหวัดอื่นๆ ด้วย พืชที่คุ้มครองยังคงเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ ขณะ เดียวกันจะให้สมาคมประกันวินาศภัยช่วยทำรายงานข้อมูลประกันพืชผลดัชนีภูมิอากาศเป็น ฉบับชาวบ้านให้เป็นภาษาที่พวกเขาเข้าใจง่าย
ด้านนายถนัด จีรชัยไพศาล ประธานคณะอนุกรรมการประกันภัยเบ็ดเตล็ด สมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า การประกันภัยข้าว ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาร่วมกันอยู่ ในขั้นต้นได้ขอความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การเกษตรหานักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องข้าวเพื่อมาวิเคราะห์ระยะเวลาการเพาะปลูกและความต้องการน้ำเพื่อการเติบโตในปริมาณมากน้อยเพียงใด โดยทางสมาคมฯมีเครื่องมือในการคิดเบี้ยประกันภัยอยู่แล้ว
ส่วนการประกันภัยปศุสัตว์นั้น นายถนัดกล่าวว่า เมื่อ 2-3 ปีก่อนสมาคมฯ เคยมีโครง การที่ทำร่วมกับรัฐบาลอยู่โครงการหนึ่งคือ โครง การโคล้านตัว แต่ที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ และหายเงียบไป แต่หากธ.ก.ส. ต้องการทำโครง การนี้ใหม่จริงก็ต้องมาศึกษากันอีกครั้งเกี่ยวกับสถิติของเหตุที่เกิดกับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง โรคระบาด ทำให้สัตว์ตายว่าเป็นอย่างไร มีความ เสี่ยงมากน้อยเพียงใด ความเสียหายที่เจอมีอะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง เพื่อจะได้นำ มาคิดคำนวณเบี้ยประกันและความคุ้มครอง
ตอนที่คิดเบี้ยประกันโคล้านตัวนั้น อัตราเบี้ยประกันอยู่ที่ประมาณ 0.5-2% ของทุนประกัน ถือว่าสูง แต่โครงการนั้นถ้าจำไม่ผิดรัฐบาลจะช่วยออกเงินด้วยส่วนหนึ่ง แต่จำไม่ได้ว่าเท่าไร แต่ก็หายเงียบไป แต่อัตราเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้เอาประกันถ้ามีความต้องการมาก เบี้ยก็จะถูก เป็นไปตามหลัก การเฉลี่ยภัย
สัตว์ที่น่าจะนำมาทำโครงการจะต้องเป็น สัตว์เศรษฐกิจ อย่างหมูก็เป็นสัตว์ที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีอัตราการบริโภคที่สูง
นายถนัดกล่าวถึงโครงการประกันภัยพืชผลข้างต้นว่า ในปีที่ผ่านมามีเบี้ยประกันภัยรับรวมจากโครงการนำร่องที่ปากช่อง และมวก เหล็กประมาณ 80,000 บาท แม้ไม่มีเคลม แต่ ไม่มีกำไรเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมากในการ ออกไปเก็บข้อมูลการเดินทาง ส่วนในปีนี้ จำนวน พื้นที่ทำประกันมีมากขึ้นเนื่องจากมีการขยายพื้นที่รับประกันส่งผลให้มีเบี้ยเพิ่มเป็น 750,000 บาท วงเงินความคุ้มครองรวมประมาณ 7 ล้าน บาทยังไม่รวมโคราชและมวกเหล็ก หากรวมคาดว่าจะมีพื้นที่ทำประกันมากขึ้นเป็น 10,000 ไร่ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทร่วมรับประกัน 10 บริษัท
ที่ผ่านมาเกษตรกรเห็นว่าความเสี่ยงที่ จะเกิดภัยธรรมชาติมีสูง และยิ่งช่วงนี้เกิดภัยพิบัติต่างๆ มากขึ้นยิ่งเป็นตัวเร่งทำให้เขาตระหนักถึงความเสี่ยง และโอกาสเกิดมากขึ้น เรากำลังศึกษาที่จะขยายพื้นที่ในการรับประกัน ออกไปโดยจะยังยึดเอาข้าวโพดเป็นพืชหลัก อาทิ สุโขทัย ส่วนการขยายไปยังพืชอื่นนั้นต้องดูให้ดีก่อน
|